| |
สภา ทนายโวย หรั่งถูกละเมิด
 | | ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต | สภา ทนายโวย หรั่งถูกละเมิด .....สภา ทนายโวย หรั่งถูกละเมิด
ดีเอสไอรวบรัด แถลงฝ่ายเดียว

อาวุธ"หรั่ง" - นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอแถลงการจับกุมอาวุธสงครามจำนวนมาก อ้างว่ายึดมาได้จากการล่อซื้อจากเครือข่ายของนายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ มือขวาเสธ.แดง ขณะนางเดือน จาไธสงฆ์ เมียนายสุรชัยออกมาตอบโต้ทันทีว่าผัวไม่ใช่มือขวาเสธ.แดง เมื่อวันที่ 19 ก.ค.
|
ดีเอสไอแถลงโชว์อาวุธสงคราม ระบุล่อซื้อได้มาจาก เครือข่ายของ"หรั่ง เอ็ม 79" ขณะที่ฝ่ายเพื่อไทยนำแม่-เมียมาเปิดแถลงโต้ ข้องใจในความโปร่งใสในการทำคดี สงสัยคงเก่งราวกับ "ซูเปอร์แมน" ก่อเหตุร้ายแรงได้ถึง 8 คดี ทางด้านสภาทนายตำหนิดีเอสไอ ไม่สมควรแถลงมัดตัวผู้ต้องหา ทั้งที่ยังไม่ได้รับสารภาพแต่อย่างใด และควรให้ทนายผู้ต้องหาร่วมแถลงด้วย พร้อมจะยื่นมือช่วยผู้ต้องหาถ้าต้องการ "แดงสยาม" ประกาศเคลื่อนไหวแทน "แดงทั้งแผ่นดิน" เริ่มงานแรกจัดวันเกิด "ทักษิณ" ที่ราชบุรี อ้างจะมีโฟนอินจากอดีตนายกฯ รวมทั้ง "จักรภพ เพ็ญแข" ด้วย ขณะที่แดงโคราชจัดทำบุญครบรอบ 2 เดือนสลายม็อบราชประสงค์ ที่เชียงใหม่ ตร.บุกปิดสถานีวิทยุชุมชนเสื้อแดงสถานีสุดท้ายแล้ว
-ธาริ ตยัน"หรั่ง"เอี่ยว 8 คดี
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 ก.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีดีเอสไอ แถลงข่าวการล่อซื้ออาวุธสงครามจากนายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายและคนสนิท พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก
นายธาริต กล่าวว่า นายสุรชัย หรือหรั่ง ผู้ต้องหารายนี้ เป็นคนสนิทใกล้ชิดกับเสธ.แดงจริง โดยดีเอสไอมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายแสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิด โดยนายหรั่งได้เดินทางไปเมืองจีนพร้อมคณะการ์ดชุดดำ มีเที่ยวบินและภาพถ่ายขณะเดินออกจากด่านที่สุวรรณภูมิชัดเจน หากนายหรั่งไม่ใช่ตัวการสำคัญ คงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับหลายเหตุการณ์ ซึ่งดีเอสไอมีหลักฐานค่อนข้างแน่นหนาว่า นายหรั่งเกี่ยวข้องกับ 8 คดีสำคัญ ซึ่งไม่ขอเปิดเผยหลักฐานในชั้นสอบสวน
นายธาริต กล่าวต่อว่า ขอทำความเข้าใจว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุก่อการร้าย 8 คดี ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ เนื่องจากคดีระเบิดและคดียิงเอ็ม 79 ในช่วง 2 เดือนของการชุมนุมเกิดขึ้นมากกว่า 60 คดี การก่อความไม่สงบทั้งหมดเป็นขบวนการและมีตัวละครชุดเดียว และหลังเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ การระบายอาวุธสงครามออกมาขายเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งของนายหรั่งกับพวก
"พฤติการณ์ ของนายหรั่งเชื่อมโยงกับการก่อความไม่สงบ ขณะที่แกนนำนปช.ก็มีความเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ พฤติการณ์ทั้งหมดจึงเชื่อมโยงกันทั้งหมด ดีเอสไอไม่ได้สอบสวนเพื่อเชื่อมโยงนายหรั่งกับเสธ.แดง แต่ข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้น ส่วนกรณีที่นายคารม พลทะกลาง ทนายความนปช. เข้ายื่นหนังสือขอถอนบัญชีพยานไม่ให้ดีเอสไอสอบปากคำพยานในส่วนของผู้ ถูกกล่าวหานั้น ยืนยันว่าที่ผ่านมาดีเอสไอได้ติดต่อกับฝ่ายนปช.มาโดยตลอด และได้กำหนดที่จะสอบปากคำพยานในส่วนของผู้ถูกกล่าวหาในช่วง 10 วันสุดท้ายก่อนสรุปสำนวน จึงไม่ทราบว่าเหตุใดนายคารมจึงยื่นหนังสือขอถอนรายชื่อพยาน ดังนั้น ดีเอสไอจะประสานโดยตรงไปยังตัวผู้ต้องหา เพื่อยืนยันว่าดีเอสไอพร้อมจะสอบพยานให้" นายธาริตกล่าว
-แถลงล่อ ซื้ออาวุธได้เพียบ
ด้านพ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวว่า ในช่วงต้นเดือนมิ.ย. ตนได้รับมอบหมายจากนายธาริต ให้จัดชุดสายลับและเจ้าหน้าที่ดีเอสไอล่อซื้ออาวุธสงครามจากกลุ่มนิยมความ รุนแรงที่ปฏิบัติการก่อเหตุช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ซึ่งนำอาวุธที่ใช้ก่อเหตุออกมาจำหน่าย โดยนัดส่งมอบเงินจำนวน 60,000 บาทให้นายหรั่งกับพวกรวม 4 คน เพื่อแลกเปลี่ยนกับอาวุธสงครามประเภทต่างๆ อาทิ ปืนเล็กยาว (อาก้า) 4 กระบอก, เครื่องยิงเอ็ม 79 จำนวน 2 กระบอก, ลูกระเบิดขนาด 40 ม.ม. (หัวสีทอง) 4 ลูก, ลูกระเบิด 40 ม.ม. (หัวสีดำ) 8 ลูก, ซองกระสุนปืนอาก้า 14 ซอง, ซองกระสุนปืนเอ็ม 16 ขนาดบรรจุ 30 นัด 1 ซอง, ซองกระสุนปืนเอ็ม 16 ขนาดบรรจุ 20 นัด 1 ซอง, ลูกระเบิดขว้าง 57-89 ไอที จำนวน 25 ลูก, กระสุนเอ็ม 60 จำนวน 102 นัด, กระสุน 5.56 ม.ม. จำนวน 614 นัด, กระสุนปืนอาก้า 47 จำนวน 1,375 นัด, ปลอกลูกระเบิด 1 ปลอก และกระเป๋าใส่ซองกระสุน 4 ใบ โดยดีเอสไอจะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับนายหรั่งฐานจำหน่ายอาวุธสงคราม
พ.ต.อ. ณรัชต์ กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบถึงอาวุธสงครามที่ล่อ ซื้อว่าผลิตจากที่ใด นำไปใช้ที่ไหนและนำเข้าประเทศไทยผ่านเส้นทางใด เบื้องต้นคาดว่า ปืนอาก้าที่ล่อซื้อได้ผลิตจากประเทศจีนเพราะมีภาษาจีนกำกับ และไม่น่าจะใช่อาวุธที่คนร้ายยึดไปจากทหาร เนื่องจากปืนอาก้าไม่ใช่อาวุธประจำกายของทหารไทย ส่วนรายละเอียดการล่อซื้อกลุ่มนายหรั่ง ได้เสนอขายอาวุธทั้งหมดในจำนวนเงิน 1 แสนบาท แต่สายลับต่อรองเหลือ 6 หมื่นบาท เมื่อตกลงกันได้จึงมีการส่งมอบเงินและอาวุธกันในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก
-นปช.ไม่ ยื่นบัญชี 50 พยาน
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายคารม พลทะกลาง ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ายื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผ่านพ.ตท.ถวัลย์ มั่งคั่ง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งรับผิดชอบคดีก่อการร้าย เพื่อยื่นความจำนงว่าลูกความฝ่ายผู้ต้องหาทั้งที่ถูกคุมขังในเรือนจำและ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย จะไม่ยื่นบัญชีพยานบุคคลรวม 50 ปากให้ดีเอสไอสอบปากคำในชั้นสอบสวน
นายคารม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้อธิบดีดีเอสไอ แถลงจะสรุปสำนวนสั่งฟ้องคดีก่อการร้ายให้พนักงานอัยการภายในสิ้นเดือน ก.ค.นี้ ทั้งที่พยานบุคคลในคดีนี้ยังเหลืออีกกว่า 50 ปากที่จะต้องสอบสวน จึงไม่อาจสอบสวนพยานได้เสร็จสิ้น โดยเฉพาะในส่วนของผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้น การเร่งรัดฟ้องคดีทั้งที่ยังฟังพยานไม่ครบถ้วน รวมทั้งคดีมีโทษสูงถึงประหารชีวิต กลุ่มทนายนปช.จึงมีความเห็นแจ้งต่ออธิบดีดีเอสไอ ว่าจะไม่นำพยานของผู้ถูกกล่าวหามาให้พนักงานสอบสวนสอบสวน และเมื่อสำนวนคดีส่งถึงชั้นการพิจารณาของอัยการ ตนจะนำบัญชีพยานในส่วนของผู้ต้องหามอบให้อัยการสอบสวน
-"ก่อแก้ว"ออก มาหาเสียงไม่ได้
ทนายนปช.กล่าวว่า นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ ตนจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐสภา และกรรมการสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีดีเอสไอ รวมทั้งในนามของทนายความนปช. จะไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้สอบธุรกรรมต้องสงสัยหรือท่อน้ำเลี้ยงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อให้ ปปง.ตรวจสอบเช่นเดียวกับกลุ่มที่ถูกตรวจสอบฐานเป็นท่อน้ำเลี้ยงนปช.
"การ ทำงานของอธิบดีดีเอสไอไม่ใช่การอำนวยความยุติธรรม อยากตั้งคำถามว่าการเร่งรัดสั่งฟ้องคดีเป็นการทำงานตามกฎหมายหรือมีใครสั่ง มา หากอธิบดีมั่นใจในพยานหลักฐานก็ส่งฟ้องไป แต่ผมจะนำพยานไปให้อัยการสอบแทน นายธาริตเคยเป็นอัยการ แต่คงลืมไปแล้วว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจฟ้อง การจะฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีเป็นอำนาจของอัยการ" ทนายความนปช.กล่าว
นาย คารม กล่าวด้วยว่า กรณีของนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำนปช. ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 6 กทม.นั้น ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่านายก่อแก้วจะไม่ได้ประกันตัวออกมาหาเสียง รวมทั้งจะไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนน เนื่องจากกฎหมายห้ามไม่ให้ผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการควบคุมตัวในเรือนจำ ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
-สภาทนายตำหนิดีเอสไอ
ทางด้านนาย วสันต์ พานิช กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนาย ความ กล่าวถึงดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือหรั่ง ลูกน้องเสธ.แดง พร้อมแถลงว่าเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบถึง 8 คดีว่า ไม่เห็นด้วยกับการนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวว่าเป็นผู้กระทำผิด ทั้งที่ยังไม่ได้มีการสอบสวนหรือตัดสินคดี ไม่เหมาะสม เพราะยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหา เพราะเมื่อนำตัวมาแถลงข่าว ทำให้สังคมเชื่อไปแล้วว่าเป็นผู้กระทำจริง ถึงเวลาทำแผน ผู้ต้องหาก็จะถูกรุมทำร้าย ซึ่งโดยหลักกฎหมายแล้วไม่ควรนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว แต่น่าจะให้ผู้ต้องหาได้พบทนายความและลูกเมียญาติพี่น้อง ซึ่งเป็นหลักขั้นพื้นฐานที่ทำได้ จากนั้นจะแถลงข่าวดีเอสไอก็ไม่ควรแถลงข่าวฝ่ายเดียว แต่ให้ทนายความของผู้ต้องหามาร่วมแถลงด้วย
"ส่วนที่กล่าวหาผู้ต้อง หาว่าเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ ต้องดูพยานหลักฐาน ไม่ใช่ดูเฉพาะคำรับสารภาพของผู้ต้องหาอย่างเดียวว่าทำหรือไม่ทำ หากผู้ต้องหาไม่มีทนายความ ญาติมีสิทธิร้องขอทนายความจากสภาทนายความให้ไปช่วยเหลือได้" กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายกล่าว
-ญาติ"หรั่ง"ดาหน้าโต้ ข้อหา
เมื่อเวลา 14.30 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 2 บ้านโคกใหญ่ ต.ร่อนทอง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านของนายสุรชัย หรือหรั่ง พบนายจีระศักดิ์ เทวรัตน์ อายุ 26 ปี พี่ชายของนายหรั่ง และญาติพี่น้อง กำลังช่วยกันสร้างบ้านให้กับน้องสาว โดยนางเลี้ยง แสนกล้า อายุ 51 ปี มารดา เดินทางไปหาลูกสาวที่ทำงานอยู่พัทยา จ.ชลบุรี ส่วนน.ส.เดือน กาไธสง ภรรยาของนายหรั่ง พาลูกสาวที่อายุจะครบ 1 เดือน ในวันที่ 20 ก.ค.นี้ กลับไปบ้านที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
นาย จีระศักดิ์ได้นำภาพถ่ายของนายหรั่ง ที่ถ่ายกัน 3 คนพี่น้อง ขณะนั้นนายหรั่งไว้จุก มีอายุเพียง 6 ขวบ ออกมาร้องขอความเป็นธรรมให้กับน้องชาย โดยกล่าวว่า ถึงวันนี้ ตนก็ยังไม่เชื่อว่าน้องชายจะก่อเหตุความรุนแรงตามที่ถูกกล่าวหา และจะมีความใกล้ชิดกับเสธ.แดงจริง เพราะเสธ.แดงเป็นคนมีชื่อเสียง ทั้งหน้าที่การงานใหญ่โต น้องชายยังเป็นเด็กเมื่อวานซืนอยู่เลย ไม่น่าจะเป็นไปได้ หากเป็นมือขวาเสธ.แดงจริง คงจะสบายกว่านี้ มีรถเบนซ์ขี่ มีเงินฝากเป็นล้านๆ คงไม่ต้องมาลำบากรับจ้างทำงานหาเช้ากินค่ำไปวันๆ เช่นนี้
นายจีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องชาย ทั้งแม่ พี่ชาย น้องสาว และญาติ ต่างตกอยู่ในภาวะเครียด โดยเฉพาะแม่บางวันต้องกินยานอนหลับ เนื่องจากมีเพื่อนบ้านมาสอบถามเกี่ยวกับข่าวที่ลูกชายถูกจับตกเป็นผู้ต้องหา ก่อการร้ายทุกวัน จนทำให้แม่ต้องเดินทางไปหาลูกสาวคนเล็กที่พัทยา เนื่องจากมีอาการเครียด ไม่อยากตอบคำถามเพื่อนบ้าน
-ติงนายกฯอย่าดู ข้อมูลด้านเดียว
"อยากร้องขอให้ทางราชการได้แจ้งสถานที่หรือจุดควบ คุมตัวนายหรั่งที่แน่นอน พร้อมอนุญาตให้ครอบครัวเข้าเยี่ยม เพื่อเป็นกำลังใจให้กับนายหรั่ง และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เชื่อว่านายหรั่ง ที่อายุเพียงแค่ 25 ปี จะถูกเสธ.แดงเลือกให้เป็นมือขวา หรือก่อเหตุรุนแรงตามที่ถูกกล่าวหาได้ จึงร้องขอให้ทางภาครัฐ และสังคมให้ความเป็นธรรมกับนายหรั่ง และครอบครัวด้วย" พี่ชายกล่าว และว่า ขอยืนยันว่า น้องชายไม่น่าจะใช่ผู้ต้องหาตัวจริงตามที่ถูกกล่าวหา หากรัฐเปิดโอกาสให้ไปเยี่ยม ครอบครัวและญาติก็พร้อมที่จะเดินทางไปเยี่ยม ถึงแม้จะไม่มีเงินก็จะดิ้นรนหา พอมีค่ารถเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจน้องชายจนได้ พร้อมฝากถึงน้องชายให้ข้อมูลกับทางการด้วยความเป็นจริง อย่าตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ข้อกล่าวหาที่ตำรวจแจ้งให้น้องชาย ตนคิดว่ามันร้ายแรงมากเกินไป
นาย จีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า อยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีอย่าด่วนสรุปข้อมูลด้านเดียวว่า น้องชายตนเป็นผู้ต้องหาก่อการร้าย เพราะลำพังคนบ้านนอกอย่างเรา จะไปก่อการใหญ่ร้ายแรงระดับประเทศได้อย่างไร นายกฯ ก็เป็นคนของประชาชน อย่าด่วนตัดสินหรือพิพากษาใครถูกใครผิด ด้วยข้อมูลเพียงน้อยนิดเช่นนี้ ควรให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่งบ้าง
ขณะที่นาง อุ้ย แสนกล้า อายุ 82 ปี ผู้เป็นยาย กล่าวว่า ได้เลี้ยงดูหลานและเห็นมาตั้งแต่เด็ก ไม่เชื่อว่าหลานจะไปก่อเหตุร้ายแรงเช่นนี้ได้ รู้สึกสงสารและเป็นห่วงหลาน ได้ดูข่าวเห็นหลานถูกจับก็น้ำตาไหล แต่ไม่รู้จะช่วยหลานอย่างไร ได้แต่สวดมนต์ภาวนาขอให้หลานปลอดภัย แคล้วคลาดภยันตรายทั้งปวง ปกติ หรั่งนานๆ จะกลับมาบ้านสักครั้ง เมื่อมาก็จะซื้อหมากพลูมาให้ หรั่งเป็นคนร่าเริง สนุกสนาน อาจจะมีบ้างทะเลาะวิวาท ตามประสาผู้ชาย ส่วนจะไปก่อเหตุร้ายแรงขนาดนั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้
-เทพไทอัดพท.ป้อง ผู้ต้องหา
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงพรรคเพื่อไทยระบุการจับกุมนายสุรชัย หรือหรั่ง อาจเป็นการจับแพะว่า เป็นพฤติกรรมที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงอาการปกป้องผู้กระทำผิดอย่างสุดชีวิต โดยกล่าวหาว่าการจับกุมครั้งนี้หวังผลทางการเมือง เพื่อดิสเครดิตกลุ่มนปช. ที่สนับสนุนนายก่อแก้ว ตนไม่เข้าใจว่าการจับกุมผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายจะมาเกี่ยวข้องกับการเลือก ตั้งซ่อมในเขต 6 นี้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ พรรคเพื่อไทยก็พยายามที่จะเชื่อมโยงสถานการณ์ให้ไปเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซ่อมในเขต 6 ทุกครั้งเพื่อหวังผลทางการเมืองทั้งสิ้น
"อยากถามกับ พรรคเพื่อไทยว่าที่ออกมาปกป้องผู้ต้องหา การสอบสวนคดีการก่อการร้ายครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยกำลังกลัวอะไรอยู่ ทำไมต้องดิ้นพรวดพราดเหมือนกับสุนัขโดนน้ำร้อนลวก หรือกลัวว่าผลการสอบสวนในคดีนี้จะมีการพาดพิงไปถึงพรรคเพื่อไทย หรือแกนนำนปช. หรือผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมใช่หรือไม่" นายเทพไทกล่าว
-พท.แถลง นโยบาย 7 หยุด 7 เร่ง
เวลา 11.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงถึงจุดยืนพรรคเพื่อไทยว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ครองอำนาจด้วยความไม่ชอบธรรมและอำมหิตมาตลอด 1 ปี 6 เดือนที่ชั่วร้าย ซึ่งเราต้องหยุดให้ได้ ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ต่อไป พรรค จึงมีนโยบาย "7 หยุด 7 เร่งมาตรการส่งคืน ความยุติธรรมและความสุขให้คนไทย" เพื่อหยุดความเลวร้ายให้ได้ ซึ่งรัฐบาลอาจหวังว่าจะอยู่ได้อีกปีกว่า จนครบวาระที่เหลือ แต่พรรคจะทำให้รัฐบาลไม่สามารถอยู่ต่อไปได้เพื่อไม่ให้บ้านเมืองฉิบหาย พรรคจึงเสนอให้หยุดความเลวร้าย 7 เรื่องและเร่ง 7 เรื่องโดย 7 หยุดมาตรการที่รัฐบาลต้องหยุดดำเนินการทันทีคือ
1.หยุดการทำลาย กฎเกณฑ์และกติกาของระบอบประชาธิปไตย 2.หยุดการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินทันที เพื่อหยุดการใช้อำนาจตามอำเภอใจ 3.หยุดการคุกคามผู้รักประชาธิปไตย หยุดการจ้องทำลายผู้เสียหายและพยานจากเหตุการณ์พฤษภามหาโหดปี 2553 ไม่ใช่มาตามจับและไล่ล่าอีกฝ่ายตลอดเวลา 4.หยุดการสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน หยุดการปลุกปั่นยุยงให้คนเกลียดชังกัน 5.หยุดการสร้างสองมาตรฐาน หยุดการทำลายระบอบความยุติธรรมให้สังคมไทย 6.หยุดการทุจริตคอร์รัปชั่น หยุดการเล่นพรรคเล่นพวก ปกป้องคนโกง และ 7.หยุดการสร้างสถานการณ์ที่ทำลายเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ โดยต้องหยุดแจกแหลกและกู้แหลก
-บี้มาร์คอย่ารังเกียจต่างชาติ
นาย ปลอดประสพ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการ 7 เร่งมาตรการที่เรียกร้องให้เร่งดำเนินการ คือ 1.เร่งต่อสู้ให้รัฐมีมาตรการที่ชัดเจนในการปกป้องคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของ ประชาชนในระบอบประชาธิปไตย 2.เร่งทำ ความจริงในเหตุการณ์พฤษภามหาโหดให้ปรากฏต่อสาธารณชนโดยเร็ว 3.เร่งสร้างความชอบธรรม ขจัดสองมาตรฐานให้หมดไปจากสังคมไทย 4.เร่งให้นานาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักการในการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในประเทศไทย ซึ่งนายอภิสิทธิ์ไม่ต้องมาทำเป็นรังเกียจนานาชาติ เพราะตัวนายอภิสิทธิ์ ควรรำลึกว่าตัวเองเกิดที่ไหนและศึกษาที่ประเทศอะไร
5.เร่ง เรียกร้องความยุติธรรมให้ผู้บาดเจ็บล้มตายและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ พฤษภามหาโหด อย่างทั่วถึงและรีบด่วน และเมื่อพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลจะผลักดันให้มีการดำเนินคดีในศาลอาญา ระหว่างประเทศ เพื่อเอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการสั่งการใช้อำนาจรัฐเข่นฆ่าและปราบปราม ประชาชน 6.เร่งให้มีความร่วมมือกับประชาชน ในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลและพวกพ้อง 7.เร่งสร้างความเท่าเทียมในการแบ่งปันโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจ และนับจากวันนี้พรรคเพื่อไทยจะหยุดความเลวร้ายและสร้างความดีงามตามธงของ พรรคเพื่อไทย
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขณะนี้บ้านเมืองของเรานั้น อำมาตย์และกองทัพเข้ามาควบคุมอำนาจทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ จึงมีรัฐบาลเผด็จการซ่อนรูปที่ใช้อำนาจเผด็จการอย่างเต็มรูปแบบ และได้รัฐบาลที่โกงกินคอร์รัปชั่นอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนได้กล่าวขวัญกันว่ามีการทุจริตกันถึงโครงการละ 30 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากรัฐบาลไม่กลัวการตรวจสอบ เนื่องจากมีอำมาตย์หนุนหลังอยู่ ซึ่งนี่คือความเจ็บปวดของประเทศไทย
-มาร์ค เตือนบทบาทเพื่อไทย
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดนิทรรศการ 7 วัน 7 ความเจ็บปวดของประชาชน ระหว่างวันที่ 19-25 ก.ค. โดยมีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลกรณีสั่งสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ไม่ควรมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อหวังผลในการสร้างความแตกแยก หรือสร้างปัญหาทางการเมืองขึ้น เพราะหลายเรื่อง ตนเห็นว่ามีความพยายามในการโยงให้เกิดความแตกแยกทางการเมืองเข้าไป ส่วนการจัดนิทรรศการของพท. จะเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อยากให้พรรคการเมืองทำงานด้วยความรับผิดชอบ ในภาวะที่บ้านเมืองต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานความเป็นจริงและความ ร่วมมือกัน บางองค์กรบางกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวอาจจะมีประเด็นซึ่งสามารถทำได้ แต่พรรคการเมืองที่รับผิดชอบและมีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่างๆ ในสภาอยู่แล้ว น่าจะทบทวนบทบาท หากมีเจตนาจะไปทำเช่นนั้น
-ขู่บรรยากาศไม่ดี-ไม่ เลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง จะสอดประสานกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่เตรียมตั้งเวทีอีกครั้งในเดือนส.ค. นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "กลุ่มที่เคลื่อนไหวก็บอกอยู่แล้วว่ามี 3 ส่วนทั้งมวลชน พรรคการเมือง และกองกำลังติดอาวุธ วันนี้สิ่งที่รัฐบาลยืนยันก็คือมวลชน ถ้าเคลื่อนไหวตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ทำได้ ส่วนกลุ่มติดอาวุธผิดกฎหมายแน่นอน ก็ต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกวดขัน แต่พรรคการ เมืองอยู่ในจุดที่ต้องแสดงออกถึงความรับผิดชอบ ในการเป็นองค์กรหลักในเรื่องระบบรัฐสภา"
เมื่อถามว่า หากความเคลื่อนไหวต่างๆ ยังไม่ยุติ ความหวังที่สถานการณ์จะสงบ และพร้อมจัดการเลือกตั้งใหม่มีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นี่เป็นจุดยืนที่ตนย้ำมาหลายครั้ง หากต้องการให้มีการเลือกตั้งเร็ว ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของฝ่ายค้าน ก็น่าจะทำบรรยากาศบ้านเมืองให้ดี แต่ถ้าทำในทางตรงกันข้าม ก็ยิ่งทำให้ความเหมาะสมในการเลือกตั้งหมดไป
-ท่อ น้ำเลี้ยงเข้าชี้แจงอีก
วันเดียวกัน พ.ต.อ.มานิต ธนสันติ ผู้บัญชา การสำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิศเษ กล่าวถึงการเข้าชี้แจงเรื่องธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ตามคำสั่งของศอฉ. ในรอบที่ 2 ตามหมายนัดกลุ่มนิติบุคคลอีก 7 รายชื่อว่า ในวันนี้มีตัวแทนที่รับมอบอำนาจจาก 7 รายชื่อ เดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวนแล้ว โดยมีบางส่วนได้รับมอบอำนาจให้ทนายความเข้าชี้แจงกับทางพนักงานสอบสวนโดยตรง เช่น บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แต่บางส่วน เช่น บริษัท เวิร์ธซัพ พลายส์ จำกัด, บริษัท บี.บี.ดี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด, บี.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด และบริษัท ประไหมสุหรี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้ส่งตัวแทนนำเอกสารเข้าชี้แจงรายละเอียดในภาพรวม เพื่อตอบประเด็นซักถามที่ต้องสงสัยแทน ทั้งนี้ ทางพนักงานสอบสวนจะนำข้อชี้แจงและเอกสารที่ได้รับในวันนี้ ส่งมอบให้กับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อใช้ในการพิจารณาในการคัดแยกเพื่อจัดกลุ่มว่าอยู่ในประเภทใดบ้าง ส่วนบางรายชื่อในวันนี้ที่มาชี้แจงแล้วยังมีความชัดเจนไม่เพียงพอ ก็จะมีการนัดหมายให้เข้าพบพนักงานสอบสวนอีกครั้งในภายหลัง
พ.ต.อ.มานิต กล่าวต่อว่า สำหรับบริษัท ประไหมสุหรี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทางพนักงานสอบสวนได้นัดหมายให้เข้าพบอีกครั้งไปเป็นวันที่ 21 ก.ค. เนื่องจากยังมีรายละเอียดที่ยังไม่สมบูรณ์ ส่วนบริษัท พี ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท เอสซีเค เอสเสท จำกัด เนื่องจากในวันนี้มีตัวแทนมายื่นเอกสารขอเลื่อนการเข้าพบกับทางพนักงานสอบ สวน ดังนั้นทางพนักงานสอบสวนได้เลื่อนการเข้าพบอีกครั้งไปเป็นวันที่ 22 และ 23 ก.ค.ตามลำดับ
-ณัฐวุฒิขึ้นศาลคดีหมิ่นเนวิน
เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 804 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยและตรวจพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำที่ อ.787/2553 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2552 จำเลยแถลงข่าวใส่ความนายเนวิน ชิดชอบ ผู้เสียหาย ทำนองว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ให้กลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มหัวคะแนน 500-600 คน คนละ 3,000 บาท ให้มาทำร้ายกลุ่มคนเสื้อแดง เหตุเกิดที่เมืองพัทยา
โดยวันนี้ศาลเบิก ตัวนายณัฐวุฒิ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ คดีร่วมกันก่อการร้าย มาเพื่อสอบคำให้การ ซึ่งศาลอ่านและอธิบายคำให้จำเลยฟังแล้วสอบคำให้การ นายณัฐวุฒิยืนกรานปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ทั้งนี้ นายองอาจ คำทอง ทนายความนายณัฐวุฒิแถลงต่อศาล ขอนำสืบพยานสู้คดีรวม 47 ปาก โดย 30 ปาก ประกอบด้วยนายณัฐวุฒิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ที่จะนำเข้าเบิกความต่อศาลอาญา ส่วนพยานที่เหลืออีก 17 ปาก จะเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด จึงขอให้ศาลส่งประเด็นไปสืบตามศาลจังหวัดต่างๆ ด้วย พร้อมกันนี้นายองอาจ ได้ยื่นคำร้องขอสืบพยานลับหลังจำเลย
-น้ำหนักลด-ชกมวยออกกำลัง
ขณะ ที่อัยการโจทก์ แถลงมีพยานนำสืบรวม 5 ปาก ประกอบด้วยพนักงานสอบสวน นายเนวิน และผู้รับมอบอำนาจนายเนวิน ที่เข้าแจ้งความ ศาลพิจารณาบัญชีพยานโจทก์-จำเลย แล้ว อนุญาตให้โจทก์นำพยานเข้าสืบตามที่แถลงโดยใช้เวลา 1 นัด และพยานจำเลย 47 ปาก ใช้เวลา 5 นัด โดยนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 3 พ.ค. 2554 เวลา 09.00 น. และอนุญาตให้สืบพยานลับหลังจำเลยได้ตามคำร้อง
ทั้งนี้ ระหว่างการพิจารณา นายณัฐวุฒิที่สวมชุดนักโทษสีน้ำตาลและโซ่ตรวน ได้พูดทักทายกับญาติที่เดินทางมาให้กำลังใจโดยมีสีหน้ายิ้มแย้ม ขณะที่นายณัฐวุฒิตอบคำถามผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นอยู่ในเรือนจำด้วยว่า เวลานี้น้ำหนักลดลงไปบ้าง แต่เมื่อว่างก็จะออกกำลังกายด้วยการชกมวย เมื่อถามถึงการจับกุมนายสุรชัย หรือหรั่ง นายณัฐวุฒิ เลี่ยงที่จะแสดงความเห็น โดยกล่าวติดตลกว่า ลองไปเช็กดูว่าหรั่ง จะกลายเป็นคนร้ายก่อเหตุ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยหรือไม่
-เผย"หรั่ง"ต่อ รองกันเป็นพยาน
วันเดียวกัน ที่เรือนจําพิเศษกรุงเทพ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีญาติของนายสุรชัย หรือหรั่ง เดินทางมาเยี่ยม ซึ่งนายหรั่งถูกคุมขังอยู่ภายในแดน 1 มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด และมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้คอยสังเกตการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ในส่วนบรรดาแกนนํานปช.ที่ถูกคุมขังอยู่ ก็ยังคงมีกลุ่มนปช.และเสื้อแดงเดินทางมาเยี่ยมเกือบทุกวัน โดยเฉพาะมาเยี่ยมนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โดยผู้ต้องขังที่เป็นแกนนําเหล่านี้ ส่วนใหญ่ยังสุขภาพแข็งแรง ไม่มีเจ็บป่วย และสามารถปรับตัวเข้ากับผู้ต้องขังรายอื่นๆ ได้
รายงานข่าวเปิดเผย ว่า ในส่วนของนายหรั่งนั้น ระหว่างที่อยู่ภายในแดน ก็ได้มีการพูดคุยหยอกล้อกับเจ้าหน้าที่และเพื่อนผู้ต้องขังด้วยกัน ในเรื่องที่ตนเองถูกทางดีเอสไอตั้งข้อหาใช้อาวุธปืนสงครามยิงสถานที่ต่างๆ โดยนายหรั่งพูดว่า "ขนาดปืนทั่วไปยังยิงไม่เป็นเลย"
รายงาน ข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า หลังจากศาลอนุญาตให้ฝากขังนายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย นายสุรชัยได้ยื่นเงื่อนไขเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับการเปิดเผยข้อมูลถึงขบวนการ ก่อการร้าย และผู้อยู่เบื้องหลังการสั่งการทั้งหมด โดยขอให้ดีเอสไอยอมกันตัวนายสุรชัยเป็นพยานในคดี และขอให้รับภรรยา แม่ และลูกสาวของนายสุรชัย เข้าสู่การคุ้มครองพยานด้วย ซึ่งดีเอสไอตกลงจะคุ้มครองแม่ ลูก และภรรยาของนายหรั่งตามมาตรการคุ้มครองพยาน โดยจะดูแลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีและมีความปลอดภัยในชีวิต แต่ไม่สามารถกันตัวนายสุรชัยเป็นพยานในคดีได้ เพราะนายสุรชัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีก่อการร้ายหลักๆ ถึง 8 คดี และยังเป็นหนึ่งในขบวนการค้าอาวุธสงครามด้วย ดังนั้น นายสุรชัยจึงยังไม่ยอมให้การเพิ่มเติมแก่ดีเอสไอ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ทันทีที่นายสุรชัยเข้าไปถูกควบคุมในเรือนจำ กลุ่มนปช.ได้เข้าเยี่ยมและติดต่อจะให้ความช่วยเหลือและดูแลครอบครัวนายสุ รชัย
-ทนายนปช.เย้ย"ซูเปอร์แมน"
ด้านนายคารม พลทะกลาง ทนายความนปช. กล่าวว่า กรณีที่ดีเอสไอตั้งข้อหานายสุรชัยหรือหรั่ง ถึง 8 ข้อหาหนักนั้น มีคนตั้งคําถามว่า นายหรั่งเป็นคนที่รู้เห็นจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการยิงจรวดอาร์พีจี หรือยิงเอ็ม 79 และยิงปืนใส่โรงแรมดุสิต นอกจากนี้ ยังบอกว่าเป็นมือขวาเสธ.แดงด้วย ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าถ้ามีจริงตามที่ตั้งข้อกล่าวหา ก็น่าจะมีพยานจำนวนมากที่รู้เห็น และทางแกนนํานปช.ก็พูดชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับกลุ่มเสธ.แดง หากจะใช้ความรุนแรง ทางญาตินายหรั่งก็น่าจะจัดหาทนายซักคนไปช่วยเขา ทนายคงหาไม่ยาก เพื่อให้ความเป็นธรรมกับเขา และจะได้รู้ว่าเขาพูดจริงหรือผิดจริงหรือไม่ ตนก็ไม่รู้ว่านายหรั่งมีประวัติด้านการทํางานทหารหรือเปล่า แต่เก่งหลายอย่าง ทําเยอะมากจนผิดปกติเหมือน ซูเปอร์แมน นอกจากนี้ ส่วนกรณีที่มีการกล่าวว่านายหรั่งเคยไปฝึกกองกำลังฝึกอาวุธที่ไต้หวันนั้น บอกได้เลยว่าตรวจสอบไม่ยาก เพราะการเดินทางจะมีพาสปอร์ต และที่ไต้หวันเป็นประเทศที่เจริญ ก็น่าจะรู้ว่าไปฝึกที่ไหน ฝึกตรงไหน หรือไปซ่องสุมอยู่ส่วนไหน
นายคารม กล่าวต่อว่า ขอตั้งคําถามถึงดีเอสไอ เกี่ยวกับคดีของนายหรั่ง ที่มีการเร่งรัดคดีเป็นพิเศษ โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต เราต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาได้ต่อสู้คดีด้วย นอกจากนี้ ตนยังมีข้อสังเกตอีกอย่างกรณีที่ดีเอสไอออกมาบอกว่านายหรั่ง ขอเวลานอนคิดอีก 2-3 วัน จะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ซึ่งน่าสงสัยหากว่านายหรั่งเป็นคนที่ทําผิดจริง ก็น่าจะพูดความจริงไปเลยไม่ต้องรอ เหมือนกับตนวันนี้พูดความจริงก็พูดเลย หากมารอคิดแปลว่าอะไร และเราก็ไม่อยากจะไปกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐว่าไปข่มขู่หรือไปเอาพยานที่ไม่ ใช่พยานจริงมา แต่ถ้าถามว่าในแง่ของเราซึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกกล่าวหา แล้วข้อเท็จจริงมันเกี่ยวข้องเราก็ต้องต่อสู้ไปตามกระบวนการยุติธรรม และหากว่าเป็นการปั้นพยานเท็จขึ้นมา ก็แสดงว่านายหรั่งเป็นผู้บริสุทธิ์ใช่หรือไม่
ที่มา ข่าวสดออนไลน์
คำค้น
สภา|
ทนายโวย|
หรั่งถูกละเมิด|
|
Thainews
|
|